ตามรอยอริยสัจสี่

RSS

ฌาน ๔ (the Four Jhanas) เป็นการน้อมนำจิตเพื่อไปสู่การรู้แจ้ง

ฌาน การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่ เป็นอัปปนาสมาธิ, ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก

       ๑. ปฐมฌาน ฌานที่ ๑  (the First Absorption) มีองค์ ๕ คือ
  • วิตก(ตรึก)  คือ จิตกำหนดนึกคิด โดยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ว่าหายใจเข้าหรือออก ถ้าใช้คำภาวนา ก็รู้ว่าเราภาวนาอยู่ คือภาวนาไว้มิให้ขาดสาย ถ้าเพ่งกสิณ ก็กำหนดจับภาพ กสิณอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้เรียกว่าวิตก
  • วิจาร(ตรอง)  คือ  การใคร่ครวญในรูปกสิณนิมิต ที่จิตถือเอาเป็นนิมิตที่กำหนด มีอาการ เคลื่อนไหวหรือคงที่ มีสีสันวรรณะเป็นอย่างไร เล็กหรือใหญ่ สูงหรือต่ำ จิตกำหนดรู้ไว้ได้ ถ้าเป็นองค์ภาวนา ภาวนาครบถ้วนไหม ผิดถูกอย่างไร กำหนดรู้เสมอ ถ้ากำหนดลมหายใจ ก็กำหนดรู้ว่า หายใจเข้าออกยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ เรียกว่าวิจาร
  • ปีติ(อิ่มใจ)  ความปลาบปลื้มเอิบอิ่มใจ มีจิตใจชุ่มชื่นเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในการ เจริญภาวนาอารมณ์ผ่องใส ปรากฏว่าเมื่อหลับตาภาวนานั้นไม่มืดเหมือนเดิม มีความ สว่างปรากฏคล้ายใครนำแสงสว่างมาวางไว้ใกล้ๆ บางคราวก็เห็นภาพและแสงสีปรากฏ เป็นครั้งคราว แต่ปรากฏอยู่ไม่นานก็หายไป อาการของปีติมีห้าอย่างคือ

  • สุข(สบายใจ)  จิตที่อิ่มในอารมณ์  
  • เอกัคคตา(จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง) ไม่ฟุ้งซ่าน  
       ๒. ทุติยฌาน ฌานที่ ๒  (ฌานที่ 2 - the Second Absorption) มีองค์ ๓ คือ ปีติ, สุข, เอกัคคตา
       ๓. ตติยฌาน ฌานที่ ๓  (ฌานที่ 3 - the Third Absorption) มีองค์ ๒ คือ สุข, เอกัคคตา
       ๔. จตุตถฌาน ฌานที่ ๔  (ฌานที่ 4 - the Fourth Absorption) มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา, เอกัคคตา

Tag:

จรณะ

อ้างอิง

พระอุปาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) 

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ 

http://www.tteen.net

http://www.larnbuddhism.com

ภาพ

http://www.dharma.in.th


สัปปุริสธรรม ๗

ธรรมของสัตบุรุษ ๗ ประการ (seven virtues) เป็นแนวทางปฏิบัติส่วนหนึ่งของ จรณธรรม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเป็นผู้รู้แจ้ง หรือเป็นผู้มีวิชชา คือการรู้เท่าทันกิเลส เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ในเรื่อง อริยสัจสี่

๑. ศรัทธา (confidenceความเชื่อต่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่นเชื่อในบุญ เชื่อในบาป เมื่อมีศรัทธาจะช่วยให้ความยากลำบากหายไป หากไม่มีความศรัทธาทำอะไรก็จะยากไปหมด เช่นการได้มาฟังเทศน์นั้นยาก ต้องเดินทางมาไกล ติดลูกติดหลาน ติดงาน แต่ถ้ามีศรัทธาแล้ว สิ่งที่กล่าวมานั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคในการมาฟังเทศน์แต่อย่างใด การเชื่อสิ่งที่ไม่ควรเชื่อเรียกว่างมงาย สิ่งที่ไม่ควรเชื่อหมายถึงสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ความเชื่อนั้นไม่ได้นำมาซึ่งความเจริญทั้งทางด้านวัตถุและสติปัญญา

๒. หิริ (moral shame) ความละอายต่อบาป หากจะทำกรรมอันใดที่ไม่สมควรแก่ตนหรือต่อผู้อื่น ก็ต้องละอายต่อตัวเองหรือต่อผู้อื่น เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็จะไม่อาจกระทำบาปทางกายวาจาใจ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

๓. โอตตัปปะ (moral fear) ความสะดุ้งกลัวต่อบาป โดยเกิดจากแนวคิดที่ว่า บาปที่เราทำแล้วเราเป็นผู้รับผลเอง ไม่สามารถฝากไปให้ใครได้ ก็จะเกิดการสะดุงกลัวผลของบาป ไม่กล้ากระทำบาป

๔. พาหุสัจจะ (to be much learned)  ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก, ความเป็นผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียน  มาจากคำว่า พหุสุตตะ ( พหุ = มาก , สุตต = ฟัง ) เรียกบุคคลผู้มีภาวะอย่างนั้นว่า พหูสูต เมื่อได้ยินได้ฟังมาก ย่อมรู้สิ่งนี้ดี สิ่งนี้ชั่ว สิ่งนี้มีประโยชน์ สิ่งนี้ไม่มีประโยชน์ ย่อมเกิดปัญญาพิจารณาสิ่งถูกสิ่งผิดได้

๕. วิริยารัมภะ (to be of stirred up energyความปรารภความเพียร พยายามให้ธรรมนั้นให้มีขึ้นและเจริญขึ้น มีความพยายามที่จะทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ธรรมะที่ประกอบเป็น วิริยารัมภะ นั้น มีหลายประการ ได้แก่ ความพยายาม ๑ ความอดทน ๑ ความขยัน ๑ จึงจะได้ผลสุดท้ายคือ ความปีติในผลสำเร็จนั้น เมื่อขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะไม่เกิด วิริยารัมภะ ได้เลย 

๖. สติ (mindfulness) ความระลึกได้ ไม่ปล่อยวางใจ ไม่ประมาท ผู้ไม่ประมาทจะเป็นผู้แสวงหาบุญกุศล ไม่ปล่อยใจให้หลงยุ่งไปในอารมณ์ของโลก การทำสมถะ และวิปัสสนาอยู่เสมอ เป็นองค์ของการทำสติอย่างหนึ่ง การมีสติจะทำให้เป็นผู้รู้อยู่ตื่นอยู่เสมอ รู้ในสิ่งที่มาเฉพาะหน้า ส่วนรู้ในสิ่งที่แล้วไปนั้นเรียกว่า อนุสสติ

๗. ปัญญา (wisdom) ความรอบรู้ เพื่อสามารถเลือกหนทางดีชั่วอย่างไร


Tag:

จรณะ

อ้างอิง

  • พระอุปาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) 
  • คุณ INQUIRER ห้องศาสนา Pantip.com
  • พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
  • ธรรมะในที่ทำงาน   ภ. ม. ภาคิโน   วัดศรีบุญยืน      http://www.bloggang.com 

เสขปฏิปทา ๔

เสขปฏิปทา (a learner’s course of practice) เป็นแนวทางปฏิบัติส่วนหนึ่งของ จรณธรรม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเป็นผู้รู้แจ้ง รู้เท่าทันกิเลส เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ในเรื่อง อริยสัจสี่

ปฏิปทา = แนวทางปฏิบัติ

เป็นข้อปฏิบัติของ เสขบุคคล ซึ่งหมายถึงบุคคล ๓ จำพวกคือ พระโสดาฯ พระสกิทาคาฯ และ พระอนาคาฯ ถือว่าเป็นผู้ที่มีสุคติอย่างเดียว ไม่มีทุคติ เสขปฏิปทา เป็นธรรมะเบื้องต้นที่จะพึงปฏิบัติเพื่อจะให้ถึงการมีวิชชา หรือนิพพาน ประกอบด้วยกัน ๔ ประการ

๑. สีลสังวร คือการสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อยดีงาม ว่าตนเองได้ปฏิบัติตนอยู่ในศีลที่ได้สมาทานเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ศีล ๕ ศีล ๘ หรือศีลพระปาฏิโมกข์

๒. อินทรีย์สังวร ให้สำรวมระมัดระวังในอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ เพราะกิเลสที่เกิดขึ้นจะมาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ ทำให้เกิดอารมณ์ ๓ ประการคือ พอใจ ไม่พอใจ และเฉยๆ นำไปสู่การเกิดราคะ โทสะ โมหะ

๓. โภชเนมัตตัญญุตา ให้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร และต้องรู้ว่าพอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น ถ้าไม่พิจารณาเสียก่อนอาจเป็นพิษเป็นโทษได้ และอาจส่งผลเสียต่อการประพฤติสมถะและการวิปัสนา

๔. ชาคริยานุโยค หมายถึงการเป็นผู้ไม่หน่ายต่อความเพียร ในที่นี้หมายถึง ความเพียรในการตรวจสอบตนอยู่เสมอ ใน ๓ ข้อข้างต้น ว่า ศีลของเราบริสุทธิ์ดีแล้วหรือ อินทรีย์ของเราสำรวมระวังไว้ดีแล้วหรือ อาหารที่เราบริโภคนั้น พิจารณาดีแล้วหรือ  ทำกิจต่างๆ ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ ตื่นตัวอยู่เสมอ  เป็นการปลุกเร้าใจให้มุ่งมั่นเพียรทำหน้าที่การงานให้สำเร็จ เช่นการปฏิบัติกรรมฐาน ในการศึกษาเล่าเรียน ในการประกอบอาชีพ เป็นต้น 

Tag:

จรณะ

อ้างอิง

  • พระอุปาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) 
  • http://www.buddhavihara.de
  • พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ภาพ

จรณะ

จรณะ การปฏิบัติเพื่อการรู้แจ้ง มี 15 ประการ ประกอบด้วย

เสขปฏิปทา 4 แนวทางปฏิบัติแห่งพระเสขบุคคล เสขบุคคลได้แก่ พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี

  1. สีลสังวร
  2. อินทรีย์สังวร
  3. โภชเนมัตตัญญุตา
  4. ชาคริยานุโยค

สัปปุริสธรรม 7 ธรรมของสัตบุรุษ 

  1. ศรัทธา ความเชื่อต่อสิ่งทีควรเชื่อ
  2. หิริ ความละอายต่อบาป
  3. โอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาป
  4. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้มีพุทธวจนะอันได้ฟังแล้วมาก
  5. วิริยารัมภะ ความปรารภความเพียร พยายามให้ธรรมนั้นให้มีขึ้นและเจริญขึ้น
  6. สติ ความระลึกได้ ไม่ปล่อยวางใจ หมายตนของตนให้เป็นที่พึ่งได้
  7. ปัญญา ความรอบรู้ เพื่อสามารถเลือกหนทางดีชั่วอย่างไร

ฌาน ๔ เป็นการน้อมนำจิตเพื่อไปสู่การรู้แจ้ง

  1. ปฐมฌาน มีองค์ 5 คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
  2. ทุติยฌาน ยก วิตก วิจาร ออก เหลือเพียงปีติ สุข เอกัคคตา
  3. ตติยฌาน ยก ปีติ ออก เหลือเพียง สุข เอกัคคตา
  4. จตุตถฌาน ยก สุข ออก เหลือเพียง เอกัคคตา

วิชชา จรณสัมปัณโน

อ้างอิง

พระอุปาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) 

วิชชา

ความรู้แจ้ง มี 8 ประการ

  1. บุุพเพนิวาสานุสติญาน การรู้แจ้งถึงการระลึกชาติหนหลัง
  2. จุุจูปปตาตญาน รู้จุติและปฏิสนธิแห่งตนและผู้อื่น
  3. อาสวักขยญาน ความหมดสิ้นไปแห่งอาสวกิเลส
  4. ปรจิตตวิชชาญาน รู้วาระน้ำจิตของผู้อื่น
  5. ทิพพจักษุญาน เห็นอะไรได้ไกลๆ
  6. ทิพพจักโสตญาน ได้ยินอะไรได้ไกลๆ
  7. อิทธิฤทธิวิชชาญาน
  8. วิปัสณาญาน เป็นพระญานอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากบำเพ็ญเพียรมา 6 ปี ผ่านการพิจารณาในปฏิจจสมุปบาท

วิชชา จรณสัมปัณโน

อ้างอิง

* พระอุปาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) 

อิติปิโส

อิติปิโส ภควา อาระหัง สัมมา สัมพุทโธ

วิชชา จรณสัมปัณโน สุคะโต โลกะวิทู

วิชชา จรณสัมปันโน

เป็นการสรรเสริญพระพุทธคุณ หมายถึง พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประกอบแล้ว ซึ่ง วิชชา และ จรณะ

วิชชา แปลว่า ความรู้ ( อวิชชา ความไม่รู้ )

  วิชชา ความรู้แจ้ง มี 8 ประการ ตัวอย่างเช่น บุพเพนิวาสานุสติญาน หมายถึง การรู้แจ้งถึงการระลึกชาติหนหลัง

จรณะ แปลว่า ธรรมะ อันเป็นเครื่่องดำเนินไปสู่ วิชชา  เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อความรู้แจ้ง หรือ การมีวิชชา

  จรณะ การปฏิบัติเพื่อการรู้แจ้ง มี 15 ประการ 

  • เสขปฏิปทา 4 
  • สัปปุริสธรรม 7 
  • ญาน 4


อิติปิโส


อ้างอิง

พระอุปาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์)